ความขัดแย้งมีรากฐานจากความต้องการรักษาอัตลักษณ์ ภาษา และอำนาจในการปกครองตนเองของกาตาลุญญา ภายใต้รัฐสเปนที่รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1978 รับรองการปกครองตนเองของแคว้นต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยืนยันความเป็นเอกภาพของประเทศ ความตึงเครียดจึงเกิดขึ้นจากความเห็นที่แตกต่างกันว่า กาตาลุญญาควรมีอำนาจกำหนดสถานะและอนาคตทางการเมืองของตนเองได้มากเพียงใด
ความขัดแย้งชัดเจนขึ้นหลังการปฏิรูป Statute of Autonomy of Catalonia ค.ศ. 2006 ซึ่งมุ่งขยายอำนาจปกครองตนเองและรับรองอัตลักษณ์ของกาตาลุญญามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 2010 ศาลรัฐธรรมนูญสเปนมีคำวินิจฉัยให้บทบัญญัติบางส่วนของ Statute ไม่มีผลและตีความบทบัญญัติอีกหลายส่วนอย่างจำกัด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานะและอัตลักษณ์ของกาตาลุญญา ตลอดจนขอบเขตอำนาจของสถาบันกาตาลันและความสัมพันธ์กับรัฐบาลส่วนกลาง ท่ามกลางความไม่พอใจต่อข้อจำกัดในการขยายอำนาจปกครองตนเอง กระแสเรียกร้องจึงค่อย ๆ พัฒนาจากการเพิ่มอำนาจปกครองตนเองไปสู่ สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (self-determination) การจัดประชามติ และสำหรับฝ่ายสนับสนุนเอกราช การแยกกาตาลุญญาออกเป็นรัฐเอกราช โดยการเคลื่อนไหวได้รับแรงผลักสำคัญจากการระดมของภาคประชาชน ก่อนที่พรรคการเมืองและรัฐบาลกาตาลุญญาบางชุดจะเข้ามามีบทบาทนำมากขึ้นในเวลาต่อมา
ข้อเรียกร้องของฝ่ายกาตาลันมีพัฒนาการตามบริบททางการเมือง จากการเรียกร้องให้ขยายและคุ้มครองอำนาจปกครองตนเองภายในรัฐสเปน ไปสู่ข้อเรียกร้องเรื่อง “สิทธิในการตัดสินใจ” (right to decide) การจัดประชามติเพื่อกำหนดอนาคตทางการเมือง และสำหรับพรรคและขบวนการบางส่วน การจัดตั้งกาตาลุญญาเป็นรัฐเอกราช โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสเรียกร้องเอกราชเพิ่มขึ้นหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2010
ภายหลังวิกฤตประชามติ ค.ศ. 2017 ข้อเรียกร้องในการเจรจากับรัฐบาลกลางยังครอบคลุมการนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากกระบวนการเรียกร้องเอกราช การรับรองและขยายการใช้ภาษากาตาลัน การกระจายอำนาจเพิ่มเติม รวมถึงอำนาจด้านการคลังและการบริหาร ขณะที่ข้อเรียกร้องเรื่องการกำหนดใจตนเองและการจัดประชามติที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐยังคงเป็นประเด็นทางการเมืองของฝ่ายสนับสนุนเอกราชบางส่วน
กรณีกาตาลุญญาเป็นความขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญ และสถานะของดินแดนภายในรัฐประชาธิปไตยที่มีระบบการปกครองแบบกระจายอำนาจ ไม่ใช่ความขัดแย้งติดอาวุธ ฝ่ายสนับสนุนเอกราชดำเนินการผ่านพรรคการเมือง รัฐสภาและรัฐบาลกาตาลุญญาในบางช่วง การระดมภาคประชาชน การชุมนุม และการลงประชามติ ขณะที่รัฐบาลสเปนตอบสนองผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ กระบวนการทางศาลและกฎหมาย ตลอดจนการแข่งขันและการเจรจาทางการเมือง
ภายในกาตาลุญญาเองมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านเอกราช โดยความขัดแย้งมีความเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ ภาษา และความแตกต่างเชิงพื้นที่ ผลการศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งพบว่าในช่วงที่กระแสแบ่งแยกดินแดนเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะใน ค.ศ. 2015 อัตลักษณ์กาตาลันมีความสำคัญต่อการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น และปรากฏความแตกต่างระหว่างเมืองใหญ่ซึ่งมีแนวโน้มสนับสนุนพรรคระดับประเทศ กับพื้นที่ชนบทหรือเมืองขนาดเล็กที่มีแนวโน้มสนับสนุนพรรคชาตินิยมมากกว่า หลังวิกฤต ค.ศ. 2017 ความขัดแย้งบางส่วนถูกนำเข้าสู่การเจรจาและการต่อรองทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการนิรโทษกรรม ภาษา และการกระจายอำนาจ
ในกระบวนการเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา ไม่พบผู้ไกล่เกลี่ยที่ได้รับการยอมรับร่วมกันอย่างเป็นทางการในช่วงเริ่มต้นของโต๊ะเจรจา ค.ศ. 2020 แม้ฝ่าย Junts per Catalunya (JxCat) และประธานรัฐบาลกาตาลุญญา Quim Torra จะเรียกร้องให้มีผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศเพื่อช่วยรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ ERC และรัฐบาลสเปนไม่เห็นว่าจำเป็น ก่อนการจัดตั้งโต๊ะเจรจา Unidas Podemos (UP) เคยมีบทบาทเป็นตัวกลางระหว่าง PSOE กับ ERC ในการเจรจาทางการเมืองช่วงปลาย ค.ศ. 2019 ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับการผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย
ในระยะหลัง โดยเฉพาะการเจรจาทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2023 ปรากฏการใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุน ตรวจสอบ และติดตามกระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบอธิบายบทบาทดังกล่าวในลักษณะ accompanying, verifying and monitoring มากกว่าการระบุว่าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ
"การเจรจาดำเนินผ่านรูปแบบการเจรจาโดยตรงระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา (intergovernmental dialogue) โดยมีพัฒนาการจากการหารือระหว่างผู้นำรัฐบาลทั้งสองฝ่ายในช่วง ค.ศ. 2018–2019 ก่อนยกระดับเป็นโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2020 ภายหลัง ERC ใช้บทบาททางรัฐสภาในการผลักดันให้เกิด institutionalised dialogue ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลกาตาลุญญา การประชุมครั้งแรกของโต๊ะเจรจาจัดขึ้นที่กรุงมาดริดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2020 โดยมีนายกรัฐมนตรี Pedro Sánchez และประธานรัฐบาลกาตาลุญญา Quim Torra พร้อมตัวแทนจากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม วาระสำคัญครอบคลุมข้อขัดแย้งเรื่องการกำหนดใจตนเอง การนิรโทษกรรม สถานะการปกครองตนเอง และการแสวงหาทางออกทางการเมืองต่อความขัดแย้ง
กระบวนการเจรจาดำเนินต่อเป็นระยะและไม่ได้มีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยเผชิญทั้งการเลื่อนการประชุม ความไม่ไว้วางใจระหว่างคู่เจรจา และความเห็นที่แตกต่างกันภายในฝ่ายสนับสนุนเอกราชเกี่ยวกับแนวทางและองค์ประกอบของการเจรจา ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2023 การเจรจายังขยายไปสู่ การต่อรองระดับพรรคการเมืองระหว่าง PSOE กับพรรคฝ่ายกาตาลัน เช่น ERC และ Junts ซึ่งเชื่อมโยงการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลกับประเด็นนิรโทษกรรม การรับรองภาษากาตาลัน และการกระจายอำนาจเพิ่มเติม โดยในระยะนี้ยังปรากฏกลไกระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุน ตรวจสอบ และติดตามการเจรจาบางส่วน"
อยู่นอกกระบวนการ
ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการระดมการสนับสนุนและผลักดันประเด็นการกำหนดใจตนเองของกาตาลุญญา โดยเฉพาะผ่านการรณรงค์ การชุมนุม และกิจกรรมระดับรากหญ้า องค์กรสำคัญ ได้แก่ Catalan National Assembly (ANC) และ Òmnium Cultural ซึ่งสนับสนุนสิทธิในการกำหนดใจตนเองและขบวนการเรียกร้องเอกราช ขณะเดียวกันยังมี Catalan Civil Society (SCC) ซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านการแยกตัวและสนับสนุนการคงกาตาลุญญาไว้ภายในสเปน แม้ภาคประชาสังคมจะมีบทบาทสูงในการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ไม่ได้เป็นคู่เจรจาหลักในโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา โดยใน ค.ศ. 2020 ANC และ Òmnium Cultural ได้รับการเสนอชื่อจาก Quim Torra ให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา แต่ทั้งสององค์กรปฏิเสธเข้าร่วม
มีส่วนร่วมแต่ไม่มีกลไกเฉพาะ
ผู้หญิงมีส่วนร่วมในขบวนการเรียกร้องสิทธิในการกำหนดใจตนเองของกาตาลุญญาผ่านพรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาชน เช่น CUP และ Catalan National Assembly (ANC) ซึ่งมีส่วนงานของผู้หญิง ขณะเดียวกันมีการจัดตั้ง Feministes per la Independència (FxI) ใน ค.ศ. 2014 เพื่อเชื่อมประเด็นสิทธิสตรีกับกระบวนการเรียกร้องเอกราช โดยจัดกิจกรรมและการอภิปราย รวมทั้งพยายามนำมุมมองสตรีนิยมเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ขบวนการสตรีกาตาลันโดยรวมไม่ได้มีจุดยืนร่วมต่อประเด็นเอกราชและมีส่วนร่วมกับกระบวนการประชามติค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวถูกมองว่าอาจสร้างความแตกแยกภายในขบวนการ กลุ่มสตรีที่เชื่อมโยงกับ Ca la Dona แม้จะร่วมลงนามสนับสนุน National Agreement on the Right to Decide ใน ค.ศ. 2014 แต่ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนสนับสนุนหรือคัดค้านเอกราชโดยตรง และให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิสตรีอื่น เช่น สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์และผลกระทบจากนโยบายรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ
กาตาลุญญามีการแบ่งอำนาจในลักษณะ การกระจายอำนาจเชิงดินแดน (territorial decentralization) ภายใต้รัฐธรรมนูญสเปน ค.ศ. 1978 และ Statute of Autonomy โดยมีรัฐสภา รัฐบาลกาตาลุญญา (Generalitat) และอำนาจในการบริหารและออกกฎหมายในกิจการที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของตน ขณะที่อำนาจบางด้านยังคงอยู่กับรัฐบาลกลางของสเปน Statute of Autonomy ค.ศ. 2006 มีเป้าหมายปรับและขยายกรอบการปกครองตนเองดังกล่าว แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 2010 ให้บทบัญญัติบางส่วนไม่มีผลและตีความบทบัญญัติอีกหลายส่วนอย่างจำกัด ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญของความขัดแย้งเรื่องขอบเขตการปกครองตนเอง
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าว ไม่ได้เป็นข้อตกลงแบ่งอำนาจที่เกิดจากกระบวนการสันติภาพกับขบวนการเรียกร้องเอกราช แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญของสเปน ในการเจรจาระยะหลัง โดยเฉพาะหลัง ค.ศ. 2019 ประเด็นการกระจายอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับกาตาลุญญายังคงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อรองทางการเมือง ควบคู่กับข้อเรียกร้องเรื่องการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ของฝ่ายสนับสนุนเอกราช
ไม่ปรากฏมาตรการด้านการจัดการอาวุธในกระบวนการเจรจา เนื่องจากกรณีกาตาลุญญาเป็นความขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญ และสถานะของดินแดน ไม่ใช่ความขัดแย้งติดอาวุธระหว่างรัฐบาลสเปนกับขบวนการเรียกร้องเอกราช จึงไม่มีองค์ประกอบด้านการหยุดยิง การปลดอาวุธ การปลดประจำการ หรือการจัดการอาวุธ (DDR/decommissioning) ในกรอบการเจรจาระหว่างสองฝ่าย
กรณีกาตาลุญญาไม่ได้มีกลไกความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice: TJ) ที่จัดตั้งขึ้นโดยตรงเพื่อจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสเปนกับขบวนการเรียกร้องเอกราช อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งมีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดของกระบวนการความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านภายหลังการสิ้นสุดระบอบ Franco โดยการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของสเปนให้ความสำคัญกับการประนีประนอมและเสถียรภาพ มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ค.ศ. 1977 และเกิดแนวทางที่เรียกว่า Pact of Forgetting (Pacto del Olvido) ขณะที่การดำเนินคดี การค้นหาความจริง และการปฏิรูปสถาบันเพื่อจัดการกับการละเมิดในอดีตยังมีข้อจำกัด
ในระยะต่อมา สเปนและกาตาลุญญามีมาตรการด้านความทรงจำทางประวัติศาสตร์ แต่ Benavides-Vanegas (2019) เห็นว่าการจัดการอดีตยังไม่ครอบคลุมองค์ประกอบด้านความจริง ความยุติธรรม การเยียวยา และการรับประกันว่าจะไม่เกิดการละเมิดซ้ำ โดยเฉพาะข้อจำกัดในการปฏิรูปสถาบันตำรวจและตุลาการ ซึ่งผู้เขียนเชื่อมโยงกับการตอบสนองของรัฐต่อวิกฤตกาตาลุญญา ค.ศ. 2017 ผ่านกระบวนการตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น TJ ในกรณีนี้จึงปรากฏในฐานะ มรดกและข้อจำกัดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของสเปน มากกว่าจะเป็นกลไก TJ ที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับความขัดแย้งกาตาลุญญา
มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ
กรอบกฎหมายมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการและการจัดการความขัดแย้งกาตาลุญญา โดย รัฐธรรมนูญสเปน ค.ศ. 1978 รับรองสิทธิในการปกครองตนเองของแคว้นต่าง ๆ ขณะเดียวกันยืนยันความเป็นเอกภาพของรัฐ ส่วน Statute of Autonomy of Catalonia ค.ศ. 2006 ปรับและขยายกรอบการปกครองตนเองของกาตาลุญญา ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญสเปนจะมีคำวินิจฉัยใน ค.ศ. 2010 ให้บทบัญญัติบางส่วนไม่มีผลและตีความบทบัญญัติอีกหลายส่วนอย่างจำกัด ต่อมาในวิกฤต ค.ศ. 2017 การจัดประชามติเอกราชฝ่ายเดียวถูกโต้แย้งว่าไม่สอดคล้องกับกรอบรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลสเปนใช้ มาตรา 155 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อเข้าควบคุมการบริหารกาตาลุญญาเป็นการชั่วคราว ขณะที่ผู้นำฝ่ายเอกราชหลายคนถูกดำเนินคดี
ในระยะหลัง การจัดการผลทางกฎหมายจากวิกฤตได้เปลี่ยนไปสู่มาตรการทางการเมืองและกฎหมายมากขึ้น ทั้งการให้อภัยโทษแก่ผู้นำฝ่ายเอกราชบางส่วนใน ค.ศ. 2021 และการตรา Organic Law 1/2024 on Amnesty for Institutional, Political and Social Normalization in Catalonia ซึ่งครอบคลุมการกระทำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียกร้องเอกราชตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และมีเป้าหมายสนับสนุนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางสถาบัน การเมือง และสังคมในกาตาลุญญา
บังคับใช้บางส่วน
การจัดการความขัดแย้งกาตาลุญญาดำเนินผ่านกลไกทางรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการเจรจาทางการเมือง มากกว่าการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพฉบับเดียว โดยกาตาลุญญามีโครงสร้างการปกครองตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญสเปนและ Statute of Autonomy ขณะที่ภายหลังวิกฤต ค.ศ. 2017 รัฐบาลสเปนและรัฐบาลกาตาลุญญาค่อย ๆ หันกลับมาใช้การเจรจาทางการเมือง โดยมีการจัดตั้งโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2020 แม้การประชุมจะดำเนินไปอย่างไม่ต่อเนื่องและมีความเห็นต่างเกี่ยวกับวาระและรูปแบบของการเจรจา
ในระยะต่อมา มีการให้อภัยโทษแก่ผู้นำฝ่ายเอกราชบางส่วนใน ค.ศ. 2021 และภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2023 การต่อรองระหว่าง Spanish Socialist Workers’ Party (Partido Socialista Obrero Español: PSOE) กับพรรคฝ่ายกาตาลัน ได้แก่ Republican Left of Catalonia (Esquerra Republicana de Catalunya: ERC) และ Together for Catalonia (Junts per Catalunya: Junts) เชื่อมโยงกับมาตรการด้านนิรโทษกรรม ภาษา และการกระจายอำนาจเพิ่มเติม ก่อนนำไปสู่ Organic Law 1/2024 ว่าด้วยการนิรโทษกรรมเพื่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางสถาบัน การเมือง และสังคมในกาตาลุญญา ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างรัฐบาลยังนำไปสู่ข้อตกลงและการถ่ายโอนอำนาจเพิ่มเติมในบางด้าน อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการบางส่วนยังอยู่ระหว่างกระบวนการหรือเผชิญข้อพิพาททางกฎหมาย และยังไม่มีข้อยุติร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นการกำหนดใจตนเองและสถานะทางการเมืองของกาตาลุญญา
ปัจจัยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งระหว่างสเปนกับกาตาลุญญาคือการมีสถาบันประชาธิปไตยและระบบการปกครองตนเองที่เปิดพื้นที่ให้ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถานะและอำนาจของกาตาลุญญาถูกนำเข้าสู่การแข่งขัน การต่อรอง และการเจรจาทางการเมือง โดยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับกาตาลุญญามีช่องทางเชื่อมโยงผ่านรัฐบาลระดับภูมิภาค พรรคการเมือง คณะกรรมการทวิภาคี และตัวแสดงทางการเมืองที่ทำหน้าที่ประสานระหว่างสองระดับ ในหลายช่วง ตัวแสดงเหล่านี้มีส่วนช่วยเปิดหรือฟื้นช่องทางการสื่อสารและการเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา
อีกปัจจัยสำคัญคือระบบรัฐสภาสเปน ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลกลางไม่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด พรรคการเมืองระดับภูมิภาคของกาตาลุญญาสามารถใช้บทบาทในรัฐสภาเพิ่มอำนาจต่อรองและผลักดันข้อขัดแย้งเข้าสู่กระบวนการเจรจาได้ เห็นได้จากการที่ Republican Left of Catalonia (Esquerra Republicana de Catalunya: ERC) ผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลอย่างเป็นสถาบันภายหลังการเลือกตั้ง ค.ศ. 2019 และการจัดตั้งโต๊ะเจรจาใน ค.ศ. 2020 ตลอดจนการต่อรองกับพรรคกาตาลันภายหลังการเลือกตั้ง ค.ศ. 2023 นอกจากนี้ การให้อภัยโทษแก่ผู้นำฝ่ายเอกราชและการใช้มาตรการนิรโทษกรรมในระยะต่อมา ยังสะท้อนการขยับจากการจัดการความขัดแย้งผ่านการเผชิญหน้าทางกฎหมายไปสู่การเจรจาและการประนีประนอมทางการเมืองมากขึ้น
ความท้าทายสำคัญคือความแตกต่างพื้นฐานระหว่างกรอบรัฐธรรมนูญของสเปนที่ยืนยันความเป็นเอกภาพของรัฐ กับข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเองและการจัดประชามติของฝ่ายสนับสนุนเอกราชกาตาลุญญา ทำให้คู่ขัดแย้งยังไม่มีฉันทามติเกี่ยวกับกรอบสำหรับการแก้ไขสถานะทางการเมืองของกาตาลุญญา วิกฤต ค.ศ. 2017 การใช้มาตรการทางกฎหมายและความมั่นคง ตลอดจนการดำเนินคดีกับผู้นำฝ่ายเอกราช ยังส่งผลต่อความไว้วางใจและเพิ่มความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองฝ่าย
ขณะเดียวกัน ฝ่ายกาตาลันไม่ได้มีจุดยืนเป็นหนึ่งเดียว ทั้งในเรื่องเอกราชและยุทธศาสตร์การเจรจา โดยพรรคและองค์กรต่าง ๆ มีท่าทีแตกต่างกันต่อการเจรจากับรัฐบาลสเปน ส่วนในระดับประเทศ มาตรการประนีประนอม เช่น การให้อภัยโทษและกฎหมายนิรโทษกรรม ก็เผชิญข้อถกเถียงและการต่อต้านทางการเมือง ความยั่งยืนของกระบวนการจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาช่องทางการเจรจา สร้างความไว้วางใจ และหากรอบทางการเมืองที่สามารถจัดการข้อเรียกร้องเรื่องการปกครองตนเองและการกำหนดใจตนเองภายใต้ความเห็นที่แตกต่างกันได้
กรณีกาตาลุญญาชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งเกี่ยวกับอัตลักษณ์ การกระจายอำนาจ และสถานะทางการเมืองของพื้นที่จำเป็นต้องมีช่องทางทางการเมืองที่สามารถรองรับข้อเรียกร้องและความเห็นที่แตกต่างกันได้อย่างต่อเนื่อง การมีสถาบันการปกครองตนเองเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทสิ้นสุด หากยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ และสิทธิในการกำหนดอนาคตทางการเมือง ขณะเดียวกัน ประสบการณ์หลังวิกฤต ค.ศ. 2017 แสดงให้เห็นข้อจำกัดของการพึ่งพากลไกทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวในการจัดการข้อขัดแย้งที่มีพื้นฐานทางการเมือง
สำหรับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย บทเรียนจึงไม่ใช่การนำรูปแบบการปกครองตนเองของกาตาลุญญามาใช้โดยตรง แต่คือความสำคัญของการสร้างพื้นที่เจรจาที่สามารถหารือประเด็นอำนาจการปกครอง อัตลักษณ์ ภาษา และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพื้นที่ได้โดยไม่ทำให้ข้อเรียกร้องทางการเมืองถูกผลักออกจากกระบวนการทั้งหมด นอกจากนี้ กรณีกาตาลุญญายังแสดงให้เห็นว่าความเห็นภายในพื้นที่เองอาจมีความหลากหลาย การออกแบบกระบวนการจึงควรเปิดพื้นที่ให้กับตัวแสดงและความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มากกว่ามองประชาชนในพื้นที่เป็นฝ่ายที่มีข้อเรียกร้องเดียวกันทั้งหมด
Alonso, A. (2018). Thriving or Dividing? The Women’s Movement and the Independence Referenda in Scotland and Catalonia. Politics & Gender, 14(3), 460–482. doi:10.1017/S1743923X18000235. https://www.cambridge.org/core/journals/politics-and-gender/article/abs/thriving-or-dividing-the-womens-movement-and-the-independence-referenda-in-scotland-and-catalonia/37F4E7A9E2F20ADB6E0200A2883DEF55;
Ansolabehere, S., & Puy, M. S. (2023). Separatism and identity: a comparative analysis of the Basque and Catalan cases. European Political Science Review, 15(1), 1–18. doi:10.1017/S1755773922000261. https://www.researchgate.net/publication/342889363_Separatism_and_identity_a_comparative_analysis_of_the_Basque_and_Catalan_cases;
Balcells, J., & Padró-Solanet, A. (2016). Tweeting on Catalonia’s independence: The dynamics of political discussion and group polarisation. Media Studies, 7(14). https://ojs.srce.hr/index.php/medijske-studije/article/view/6189;
Benavides-Vanegas, F. S. (2019). Transitional Justice and the Effects of Limited Transitions: The Spanish and Catalan Case. Comparative Law Review, 25, 173–195. https://doi.org/10.12775/CLR.2019.005;
Bernat, I., & Whyte, D. (2019). Postfascism in Spain: The struggle for Catalonia. Critical Sociology. https://doi.org/10.1177/0896920519867132;
Catalan News. (2020). Preparation for Catalan-Spanish dialogue table advances. Catalan News. https://www.catalannews.com/politics/item/preparation-for-catalan-spanish-dialogue-table-advances;
Fernández Rivera, C., Harguindéguy, J.-B., & Rodríguez Teruel, J. (2023). Regional Ambassadors or State Agents? Assessing the Role of Catalan Cabinet Ministers in Spain. Nationalities Papers, 51(5), 1057–1073. doi:10.1017/nps.2021.83. https://www.cambridge.org/core/journals/nationalities-papers/article/regional-ambassadors-or-state-agents-assessing-the-role-of-catalan-cabinet-ministers-in-spain/F365E200DBF7791D9E64B4DC1275755C;
López, J., & Sanjaume-Calvet, M. (2020). The Political Use of de facto Referendums of Independence The Case of Catalonia. Representation, 56(4), 501–519. https://doi.org/10.1080/00344893.2020.1720790;
Vall-Prat, P., & Rodon, T. (2024). The Spanish 2023 general elections: unexpected snap elections to survive in power. West European Politics, 47(6), 1419–1434. https://doi.org/10.1080/01402382.2024.2317679