รัฐบาลสเปน vs. ขบวนการเรียกร้องเอกราชกาตาลุญญา (Catalan independence movement)

ยุโรป · กระบวนการดำเนินผ่านข้อตกลงทางการเมืองและโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปน–กาตาลุญญาตั้งแต่ ค.ศ. 2020

คู่ขัดแย้ง
รัฐบาลสเปน vs. ขบวนการเรียกร้องเอกราชกาตาลุญญา (Catalan independence movement)
ผู้ไกล่เกลี่ย / ฝ่ายที่สาม
ในกระบวนการเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา ไม่พบผู้ไกล่เกลี่ยที่ได้รับการยอมรับร่วมกันอย่างเป็นทางการในช่วงเริ่มต้นของโต๊ะเจรจา ค.ศ. 2020 แม้ฝ่าย Junts per Catalunya (JxCat) และประธานรัฐบาลกาตาลุญญา Quim Torra จะเรียกร้องให้มีผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศเพื่อช่วยรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ ERC และรัฐบาลสเปนไม่เห็นว่าจำเป็น ก่อนการจัดตั้งโต๊ะเจรจา Unidas Podemos (UP) เคยมีบทบาทเป็นตัวกลางระหว่าง PSOE กับ ERC ในการเจรจาทางการเมืองช่วงปลาย ค.ศ. 2019 ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับการผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย

ในระยะหลัง โดยเฉพาะการเจรจาทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2023 ปรากฏการใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุน ตรวจสอบ และติดตามกระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบอธิบายบทบาทดังกล่าวในลักษณะ accompanying, verifying and monitoring มากกว่าการระบุว่าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ
ข้อตกลงสำคัญ
กระบวนการดำเนินผ่านข้อตกลงทางการเมืองและโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปน–กาตาลุญญาตั้งแต่ ค.ศ. 2020
การรองรับทางกฎหมาย
มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ
01

บริบทและรากเหง้าความขัดแย้ง

รากเหง้า/สาเหตุเชิงโครงสร้าง

ความขัดแย้งมีรากฐานจากความต้องการรักษาอัตลักษณ์ ภาษา และอำนาจในการปกครองตนเองของกาตาลุญญา ภายใต้รัฐสเปนที่รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1978 รับรองการปกครองตนเองของแคว้นต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยืนยันความเป็นเอกภาพของประเทศ ความตึงเครียดจึงเกิดขึ้นจากความเห็นที่แตกต่างกันว่า กาตาลุญญาควรมีอำนาจกำหนดสถานะและอนาคตทางการเมืองของตนเองได้มากเพียงใด

ความขัดแย้งชัดเจนขึ้นหลังการปฏิรูป Statute of Autonomy of Catalonia ค.ศ. 2006 ซึ่งมุ่งขยายอำนาจปกครองตนเองและรับรองอัตลักษณ์ของกาตาลุญญามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 2010 ศาลรัฐธรรมนูญสเปนมีคำวินิจฉัยให้บทบัญญัติบางส่วนของ Statute ไม่มีผลและตีความบทบัญญัติอีกหลายส่วนอย่างจำกัด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานะและอัตลักษณ์ของกาตาลุญญา ตลอดจนขอบเขตอำนาจของสถาบันกาตาลันและความสัมพันธ์กับรัฐบาลส่วนกลาง ท่ามกลางความไม่พอใจต่อข้อจำกัดในการขยายอำนาจปกครองตนเอง กระแสเรียกร้องจึงค่อย ๆ พัฒนาจากการเพิ่มอำนาจปกครองตนเองไปสู่ สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (self-determination) การจัดประชามติ และสำหรับฝ่ายสนับสนุนเอกราช การแยกกาตาลุญญาออกเป็นรัฐเอกราช โดยการเคลื่อนไหวได้รับแรงผลักสำคัญจากการระดมของภาคประชาชน ก่อนที่พรรคการเมืองและรัฐบาลกาตาลุญญาบางชุดจะเข้ามามีบทบาทนำมากขึ้นในเวลาต่อมา

ข้อเรียกร้องหลัก

ข้อเรียกร้องของฝ่ายกาตาลันมีพัฒนาการตามบริบททางการเมือง จากการเรียกร้องให้ขยายและคุ้มครองอำนาจปกครองตนเองภายในรัฐสเปน ไปสู่ข้อเรียกร้องเรื่อง “สิทธิในการตัดสินใจ” (right to decide) การจัดประชามติเพื่อกำหนดอนาคตทางการเมือง และสำหรับพรรคและขบวนการบางส่วน การจัดตั้งกาตาลุญญาเป็นรัฐเอกราช โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสเรียกร้องเอกราชเพิ่มขึ้นหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2010

ภายหลังวิกฤตประชามติ ค.ศ. 2017 ข้อเรียกร้องในการเจรจากับรัฐบาลกลางยังครอบคลุมการนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากกระบวนการเรียกร้องเอกราช การรับรองและขยายการใช้ภาษากาตาลัน การกระจายอำนาจเพิ่มเติม รวมถึงอำนาจด้านการคลังและการบริหาร ขณะที่ข้อเรียกร้องเรื่องการกำหนดใจตนเองและการจัดประชามติที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐยังคงเป็นประเด็นทางการเมืองของฝ่ายสนับสนุนเอกราชบางส่วน

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
1978
รัฐธรรมนูญสเปนรับรองสิทธิในการปกครองตนเองของแคว้นต่าง ๆ ภายใต้หลักเอกภาพของรัฐ
1979
กาตาลุญญาได้รับ Statute of Autonomy และจัดตั้งระบบการปกครองตนเอง
2006
Statute of Autonomy ฉบับใหม่ได้รับความเห็นชอบ เพื่อขยายและปรับปรุงอำนาจปกครองตนเองของกาตาลุญญา
2010
ศาลรัฐธรรมนูญสเปนวินิจฉัยให้บทบัญญัติบางส่วนของ Statute of Autonomy ไม่มีผลและจำกัดการตีความบางส่วน กระตุ้นความไม่พอใจและกระแสเรียกร้องเอกราช
2013
รัฐสภากาตาลุญญาประกาศ Declaration of Sovereignty and of the Right to Decide of the Catalan People
2014
จัดการลงคะแนนปรึกษาหารือเรื่องอนาคตทางการเมืองและเอกราชของกาตาลุญญา
2015
การเลือกตั้งกาตาลุญญามีการแข่งขันระหว่างฝ่ายสนับสนุนเอกราชกับฝ่ายที่สนับสนุนการคงอยู่ภายใต้สเปนชัดเจนขึ้น 1 ต.ค. 2017 — รัฐบาลกาตาลุญญาจัดประชามติเอกราชฝ่ายเดียว ท่ามกลางการคัดค้านของรัฐบาลสเปน 27 ต.ค. 2017 — รัฐสภากาตาลุญญาประกาศเอกราช และรัฐบาลสเปนใช้มาตรา 155 เข้าควบคุมการบริหารกาตาลุญญาชั่วคราว
2019
ศาลฎีกาสเปนตัดสินจำคุกผู้นำฝ่ายเอกราชหลายคนจากบทบาทในกระบวนการ ค.ศ. 2017 ก.พ. 2020 — รัฐบาลสเปนและรัฐบาลกาตาลุญญาเริ่มโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อหาทางออกทางการเมืองต่อความขัดแย้ง
2021
รัฐบาลสเปนให้อภัยโทษแก่ผู้นำฝ่ายเอกราชที่ถูกจำคุก และมีการประชุมโต๊ะเจรจาระหว่างสองรัฐบาลอีกครั้ง
2023
PSOE ทำข้อตกลงทางการเมืองกับ ERC และ Junts เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล โดยเชื่อมโยงกับการเจรจา นิรโทษกรรม และประเด็นการกระจายอำนาจ
2024
สเปนตรากฎหมายนิรโทษกรรมสำหรับการกระทำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียกร้องเอกราชกาตาลุญญา
เงื่อนไขเฉพาะบริบท

กรณีกาตาลุญญาเป็นความขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญ และสถานะของดินแดนภายในรัฐประชาธิปไตยที่มีระบบการปกครองแบบกระจายอำนาจ ไม่ใช่ความขัดแย้งติดอาวุธ ฝ่ายสนับสนุนเอกราชดำเนินการผ่านพรรคการเมือง รัฐสภาและรัฐบาลกาตาลุญญาในบางช่วง การระดมภาคประชาชน การชุมนุม และการลงประชามติ ขณะที่รัฐบาลสเปนตอบสนองผ่านกลไกรัฐธรรมนูญ กระบวนการทางศาลและกฎหมาย ตลอดจนการแข่งขันและการเจรจาทางการเมือง

ภายในกาตาลุญญาเองมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านเอกราช โดยความขัดแย้งมีความเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ ภาษา และความแตกต่างเชิงพื้นที่ ผลการศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งพบว่าในช่วงที่กระแสแบ่งแยกดินแดนเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะใน ค.ศ. 2015 อัตลักษณ์กาตาลันมีความสำคัญต่อการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น และปรากฏความแตกต่างระหว่างเมืองใหญ่ซึ่งมีแนวโน้มสนับสนุนพรรคระดับประเทศ กับพื้นที่ชนบทหรือเมืองขนาดเล็กที่มีแนวโน้มสนับสนุนพรรคชาตินิยมมากกว่า หลังวิกฤต ค.ศ. 2017 ความขัดแย้งบางส่วนถูกนำเข้าสู่การเจรจาและการต่อรองทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการนิรโทษกรรม ภาษา และการกระจายอำนาจ

02

กลไกกระบวนการสันติภาพและการมีส่วนร่วม

ผู้ไกล่เกลี่ย/ฝ่ายที่สาม

ในกระบวนการเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา ไม่พบผู้ไกล่เกลี่ยที่ได้รับการยอมรับร่วมกันอย่างเป็นทางการในช่วงเริ่มต้นของโต๊ะเจรจา ค.ศ. 2020 แม้ฝ่าย Junts per Catalunya (JxCat) และประธานรัฐบาลกาตาลุญญา Quim Torra จะเรียกร้องให้มีผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศเพื่อช่วยรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ ERC และรัฐบาลสเปนไม่เห็นว่าจำเป็น ก่อนการจัดตั้งโต๊ะเจรจา Unidas Podemos (UP) เคยมีบทบาทเป็นตัวกลางระหว่าง PSOE กับ ERC ในการเจรจาทางการเมืองช่วงปลาย ค.ศ. 2019 ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับการผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย

ในระยะหลัง โดยเฉพาะการเจรจาทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2023 ปรากฏการใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุน ตรวจสอบ และติดตามกระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบอธิบายบทบาทดังกล่าวในลักษณะ accompanying, verifying and monitoring มากกว่าการระบุว่าเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ

รูปแบบการเจรจา

"การเจรจาดำเนินผ่านรูปแบบการเจรจาโดยตรงระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา (intergovernmental dialogue) โดยมีพัฒนาการจากการหารือระหว่างผู้นำรัฐบาลทั้งสองฝ่ายในช่วง ค.ศ. 2018–2019 ก่อนยกระดับเป็นโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2020 ภายหลัง ERC ใช้บทบาททางรัฐสภาในการผลักดันให้เกิด institutionalised dialogue ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลกาตาลุญญา การประชุมครั้งแรกของโต๊ะเจรจาจัดขึ้นที่กรุงมาดริดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2020 โดยมีนายกรัฐมนตรี Pedro Sánchez และประธานรัฐบาลกาตาลุญญา Quim Torra พร้อมตัวแทนจากรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม วาระสำคัญครอบคลุมข้อขัดแย้งเรื่องการกำหนดใจตนเอง การนิรโทษกรรม สถานะการปกครองตนเอง และการแสวงหาทางออกทางการเมืองต่อความขัดแย้ง

กระบวนการเจรจาดำเนินต่อเป็นระยะและไม่ได้มีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยเผชิญทั้งการเลื่อนการประชุม ความไม่ไว้วางใจระหว่างคู่เจรจา และความเห็นที่แตกต่างกันภายในฝ่ายสนับสนุนเอกราชเกี่ยวกับแนวทางและองค์ประกอบของการเจรจา ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2023 การเจรจายังขยายไปสู่ การต่อรองระดับพรรคการเมืองระหว่าง PSOE กับพรรคฝ่ายกาตาลัน เช่น ERC และ Junts ซึ่งเชื่อมโยงการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลกับประเด็นนิรโทษกรรม การรับรองภาษากาตาลัน และการกระจายอำนาจเพิ่มเติม โดยในระยะนี้ยังปรากฏกลไกระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุน ตรวจสอบ และติดตามการเจรจาบางส่วน"

ตำแหน่งภาคประชาสังคม

อยู่นอกกระบวนการ

รายละเอียดบทบาทประชาสังคม

ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการระดมการสนับสนุนและผลักดันประเด็นการกำหนดใจตนเองของกาตาลุญญา โดยเฉพาะผ่านการรณรงค์ การชุมนุม และกิจกรรมระดับรากหญ้า องค์กรสำคัญ ได้แก่ Catalan National Assembly (ANC) และ Òmnium Cultural ซึ่งสนับสนุนสิทธิในการกำหนดใจตนเองและขบวนการเรียกร้องเอกราช ขณะเดียวกันยังมี Catalan Civil Society (SCC) ซึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านการแยกตัวและสนับสนุนการคงกาตาลุญญาไว้ภายในสเปน แม้ภาคประชาสังคมจะมีบทบาทสูงในการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ไม่ได้เป็นคู่เจรจาหลักในโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา โดยใน ค.ศ. 2020 ANC และ Òmnium Cultural ได้รับการเสนอชื่อจาก Quim Torra ให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา แต่ทั้งสององค์กรปฏิเสธเข้าร่วม

กลไกการมีส่วนร่วมของผู้หญิง

มีส่วนร่วมแต่ไม่มีกลไกเฉพาะ

รายละเอียดมิติเพศสภาพ

ผู้หญิงมีส่วนร่วมในขบวนการเรียกร้องสิทธิในการกำหนดใจตนเองของกาตาลุญญาผ่านพรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาชน เช่น CUP และ Catalan National Assembly (ANC) ซึ่งมีส่วนงานของผู้หญิง ขณะเดียวกันมีการจัดตั้ง Feministes per la Independència (FxI) ใน ค.ศ. 2014 เพื่อเชื่อมประเด็นสิทธิสตรีกับกระบวนการเรียกร้องเอกราช โดยจัดกิจกรรมและการอภิปราย รวมทั้งพยายามนำมุมมองสตรีนิยมเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ขบวนการสตรีกาตาลันโดยรวมไม่ได้มีจุดยืนร่วมต่อประเด็นเอกราชและมีส่วนร่วมกับกระบวนการประชามติค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวถูกมองว่าอาจสร้างความแตกแยกภายในขบวนการ กลุ่มสตรีที่เชื่อมโยงกับ Ca la Dona แม้จะร่วมลงนามสนับสนุน National Agreement on the Right to Decide ใน ค.ศ. 2014 แต่ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนสนับสนุนหรือคัดค้านเอกราชโดยตรง และให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิสตรีอื่น เช่น สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์และผลกระทบจากนโยบายรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ

03

สาระสำคัญของข้อตกลง

การแบ่งปันอำนาจ/ปกครองตนเอง

กาตาลุญญามีการแบ่งอำนาจในลักษณะ การกระจายอำนาจเชิงดินแดน (territorial decentralization) ภายใต้รัฐธรรมนูญสเปน ค.ศ. 1978 และ Statute of Autonomy โดยมีรัฐสภา รัฐบาลกาตาลุญญา (Generalitat) และอำนาจในการบริหารและออกกฎหมายในกิจการที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของตน ขณะที่อำนาจบางด้านยังคงอยู่กับรัฐบาลกลางของสเปน Statute of Autonomy ค.ศ. 2006 มีเป้าหมายปรับและขยายกรอบการปกครองตนเองดังกล่าว แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 2010 ให้บทบัญญัติบางส่วนไม่มีผลและตีความบทบัญญัติอีกหลายส่วนอย่างจำกัด ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญของความขัดแย้งเรื่องขอบเขตการปกครองตนเอง

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าว ไม่ได้เป็นข้อตกลงแบ่งอำนาจที่เกิดจากกระบวนการสันติภาพกับขบวนการเรียกร้องเอกราช แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญของสเปน ในการเจรจาระยะหลัง โดยเฉพาะหลัง ค.ศ. 2019 ประเด็นการกระจายอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับกาตาลุญญายังคงเป็นส่วนหนึ่งของการต่อรองทางการเมือง ควบคู่กับข้อเรียกร้องเรื่องการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ของฝ่ายสนับสนุนเอกราช

การจัดการอาวุธ/กองกำลัง (DDR)

ไม่ปรากฏมาตรการด้านการจัดการอาวุธในกระบวนการเจรจา เนื่องจากกรณีกาตาลุญญาเป็นความขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญ และสถานะของดินแดน ไม่ใช่ความขัดแย้งติดอาวุธระหว่างรัฐบาลสเปนกับขบวนการเรียกร้องเอกราช จึงไม่มีองค์ประกอบด้านการหยุดยิง การปลดอาวุธ การปลดประจำการ หรือการจัดการอาวุธ (DDR/decommissioning) ในกรอบการเจรจาระหว่างสองฝ่าย

ยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน/เยียวยา

กรณีกาตาลุญญาไม่ได้มีกลไกความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice: TJ) ที่จัดตั้งขึ้นโดยตรงเพื่อจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสเปนกับขบวนการเรียกร้องเอกราช อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งมีความเชื่อมโยงกับข้อจำกัดของกระบวนการความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านภายหลังการสิ้นสุดระบอบ Franco โดยการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของสเปนให้ความสำคัญกับการประนีประนอมและเสถียรภาพ มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ค.ศ. 1977 และเกิดแนวทางที่เรียกว่า Pact of Forgetting (Pacto del Olvido) ขณะที่การดำเนินคดี การค้นหาความจริง และการปฏิรูปสถาบันเพื่อจัดการกับการละเมิดในอดีตยังมีข้อจำกัด

ในระยะต่อมา สเปนและกาตาลุญญามีมาตรการด้านความทรงจำทางประวัติศาสตร์ แต่ Benavides-Vanegas (2019) เห็นว่าการจัดการอดีตยังไม่ครอบคลุมองค์ประกอบด้านความจริง ความยุติธรรม การเยียวยา และการรับประกันว่าจะไม่เกิดการละเมิดซ้ำ โดยเฉพาะข้อจำกัดในการปฏิรูปสถาบันตำรวจและตุลาการ ซึ่งผู้เขียนเชื่อมโยงกับการตอบสนองของรัฐต่อวิกฤตกาตาลุญญา ค.ศ. 2017 ผ่านกระบวนการตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น TJ ในกรณีนี้จึงปรากฏในฐานะ มรดกและข้อจำกัดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของสเปน มากกว่าจะเป็นกลไก TJ ที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับความขัดแย้งกาตาลุญญา

การรองรับทางกฎหมาย

มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ

รายละเอียดกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ

กรอบกฎหมายมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการและการจัดการความขัดแย้งกาตาลุญญา โดย รัฐธรรมนูญสเปน ค.ศ. 1978 รับรองสิทธิในการปกครองตนเองของแคว้นต่าง ๆ ขณะเดียวกันยืนยันความเป็นเอกภาพของรัฐ ส่วน Statute of Autonomy of Catalonia ค.ศ. 2006 ปรับและขยายกรอบการปกครองตนเองของกาตาลุญญา ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญสเปนจะมีคำวินิจฉัยใน ค.ศ. 2010 ให้บทบัญญัติบางส่วนไม่มีผลและตีความบทบัญญัติอีกหลายส่วนอย่างจำกัด ต่อมาในวิกฤต ค.ศ. 2017 การจัดประชามติเอกราชฝ่ายเดียวถูกโต้แย้งว่าไม่สอดคล้องกับกรอบรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลสเปนใช้ มาตรา 155 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อเข้าควบคุมการบริหารกาตาลุญญาเป็นการชั่วคราว ขณะที่ผู้นำฝ่ายเอกราชหลายคนถูกดำเนินคดี

ในระยะหลัง การจัดการผลทางกฎหมายจากวิกฤตได้เปลี่ยนไปสู่มาตรการทางการเมืองและกฎหมายมากขึ้น ทั้งการให้อภัยโทษแก่ผู้นำฝ่ายเอกราชบางส่วนใน ค.ศ. 2021 และการตรา Organic Law 1/2024 on Amnesty for Institutional, Political and Social Normalization in Catalonia ซึ่งครอบคลุมการกระทำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียกร้องเอกราชตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และมีเป้าหมายสนับสนุนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางสถาบัน การเมือง และสังคมในกาตาลุญญา

ระดับการบังคับใช้

บังคับใช้บางส่วน

พัฒนาการการนำไปปฏิบัติ

การจัดการความขัดแย้งกาตาลุญญาดำเนินผ่านกลไกทางรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการเจรจาทางการเมือง มากกว่าการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพฉบับเดียว โดยกาตาลุญญามีโครงสร้างการปกครองตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญสเปนและ Statute of Autonomy ขณะที่ภายหลังวิกฤต ค.ศ. 2017 รัฐบาลสเปนและรัฐบาลกาตาลุญญาค่อย ๆ หันกลับมาใช้การเจรจาทางการเมือง โดยมีการจัดตั้งโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 2020 แม้การประชุมจะดำเนินไปอย่างไม่ต่อเนื่องและมีความเห็นต่างเกี่ยวกับวาระและรูปแบบของการเจรจา

ในระยะต่อมา มีการให้อภัยโทษแก่ผู้นำฝ่ายเอกราชบางส่วนใน ค.ศ. 2021 และภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2023 การต่อรองระหว่าง Spanish Socialist Workers’ Party (Partido Socialista Obrero Español: PSOE) กับพรรคฝ่ายกาตาลัน ได้แก่ Republican Left of Catalonia (Esquerra Republicana de Catalunya: ERC) และ Together for Catalonia (Junts per Catalunya: Junts) เชื่อมโยงกับมาตรการด้านนิรโทษกรรม ภาษา และการกระจายอำนาจเพิ่มเติม ก่อนนำไปสู่ Organic Law 1/2024 ว่าด้วยการนิรโทษกรรมเพื่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางสถาบัน การเมือง และสังคมในกาตาลุญญา ขณะเดียวกัน การเจรจาระหว่างรัฐบาลยังนำไปสู่ข้อตกลงและการถ่ายโอนอำนาจเพิ่มเติมในบางด้าน อย่างไรก็ตาม การดำเนินมาตรการบางส่วนยังอยู่ระหว่างกระบวนการหรือเผชิญข้อพิพาททางกฎหมาย และยังไม่มีข้อยุติร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นการกำหนดใจตนเองและสถานะทางการเมืองของกาตาลุญญา

04

ผลลัพธ์ ความท้าทาย และบทเรียน

ปัจจัยความสำเร็จ

ปัจจัยที่เอื้อต่อการจัดการความขัดแย้งระหว่างสเปนกับกาตาลุญญาคือการมีสถาบันประชาธิปไตยและระบบการปกครองตนเองที่เปิดพื้นที่ให้ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถานะและอำนาจของกาตาลุญญาถูกนำเข้าสู่การแข่งขัน การต่อรอง และการเจรจาทางการเมือง โดยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับกาตาลุญญามีช่องทางเชื่อมโยงผ่านรัฐบาลระดับภูมิภาค พรรคการเมือง คณะกรรมการทวิภาคี และตัวแสดงทางการเมืองที่ทำหน้าที่ประสานระหว่างสองระดับ ในหลายช่วง ตัวแสดงเหล่านี้มีส่วนช่วยเปิดหรือฟื้นช่องทางการสื่อสารและการเจรจาระหว่างรัฐบาลสเปนกับรัฐบาลกาตาลุญญา

อีกปัจจัยสำคัญคือระบบรัฐสภาสเปน ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลกลางไม่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด พรรคการเมืองระดับภูมิภาคของกาตาลุญญาสามารถใช้บทบาทในรัฐสภาเพิ่มอำนาจต่อรองและผลักดันข้อขัดแย้งเข้าสู่กระบวนการเจรจาได้ เห็นได้จากการที่ Republican Left of Catalonia (Esquerra Republicana de Catalunya: ERC) ผลักดันให้เกิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลอย่างเป็นสถาบันภายหลังการเลือกตั้ง ค.ศ. 2019 และการจัดตั้งโต๊ะเจรจาใน ค.ศ. 2020 ตลอดจนการต่อรองกับพรรคกาตาลันภายหลังการเลือกตั้ง ค.ศ. 2023 นอกจากนี้ การให้อภัยโทษแก่ผู้นำฝ่ายเอกราชและการใช้มาตรการนิรโทษกรรมในระยะต่อมา ยังสะท้อนการขยับจากการจัดการความขัดแย้งผ่านการเผชิญหน้าทางกฎหมายไปสู่การเจรจาและการประนีประนอมทางการเมืองมากขึ้น

ปัจจัยความท้าทาย

ความท้าทายสำคัญคือความแตกต่างพื้นฐานระหว่างกรอบรัฐธรรมนูญของสเปนที่ยืนยันความเป็นเอกภาพของรัฐ กับข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเองและการจัดประชามติของฝ่ายสนับสนุนเอกราชกาตาลุญญา ทำให้คู่ขัดแย้งยังไม่มีฉันทามติเกี่ยวกับกรอบสำหรับการแก้ไขสถานะทางการเมืองของกาตาลุญญา วิกฤต ค.ศ. 2017 การใช้มาตรการทางกฎหมายและความมั่นคง ตลอดจนการดำเนินคดีกับผู้นำฝ่ายเอกราช ยังส่งผลต่อความไว้วางใจและเพิ่มความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน ฝ่ายกาตาลันไม่ได้มีจุดยืนเป็นหนึ่งเดียว ทั้งในเรื่องเอกราชและยุทธศาสตร์การเจรจา โดยพรรคและองค์กรต่าง ๆ มีท่าทีแตกต่างกันต่อการเจรจากับรัฐบาลสเปน ส่วนในระดับประเทศ มาตรการประนีประนอม เช่น การให้อภัยโทษและกฎหมายนิรโทษกรรม ก็เผชิญข้อถกเถียงและการต่อต้านทางการเมือง ความยั่งยืนของกระบวนการจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาช่องทางการเจรจา สร้างความไว้วางใจ และหากรอบทางการเมืองที่สามารถจัดการข้อเรียกร้องเรื่องการปกครองตนเองและการกำหนดใจตนเองภายใต้ความเห็นที่แตกต่างกันได้

บทเรียนสู่บริบทไทย/จชต.

กรณีกาตาลุญญาชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งเกี่ยวกับอัตลักษณ์ การกระจายอำนาจ และสถานะทางการเมืองของพื้นที่จำเป็นต้องมีช่องทางทางการเมืองที่สามารถรองรับข้อเรียกร้องและความเห็นที่แตกต่างกันได้อย่างต่อเนื่อง การมีสถาบันการปกครองตนเองเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทสิ้นสุด หากยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ และสิทธิในการกำหนดอนาคตทางการเมือง ขณะเดียวกัน ประสบการณ์หลังวิกฤต ค.ศ. 2017 แสดงให้เห็นข้อจำกัดของการพึ่งพากลไกทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวในการจัดการข้อขัดแย้งที่มีพื้นฐานทางการเมือง

สำหรับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย บทเรียนจึงไม่ใช่การนำรูปแบบการปกครองตนเองของกาตาลุญญามาใช้โดยตรง แต่คือความสำคัญของการสร้างพื้นที่เจรจาที่สามารถหารือประเด็นอำนาจการปกครอง อัตลักษณ์ ภาษา และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพื้นที่ได้โดยไม่ทำให้ข้อเรียกร้องทางการเมืองถูกผลักออกจากกระบวนการทั้งหมด นอกจากนี้ กรณีกาตาลุญญายังแสดงให้เห็นว่าความเห็นภายในพื้นที่เองอาจมีความหลากหลาย การออกแบบกระบวนการจึงควรเปิดพื้นที่ให้กับตัวแสดงและความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มากกว่ามองประชาชนในพื้นที่เป็นฝ่ายที่มีข้อเรียกร้องเดียวกันทั้งหมด

※

แหล่งอ้างอิง

Alonso, A. (2018). Thriving or Dividing? The Women’s Movement and the Independence Referenda in Scotland and Catalonia. Politics & Gender, 14(3), 460–482. doi:10.1017/S1743923X18000235. https://www.cambridge.org/core/journals/politics-and-gender/article/abs/thriving-or-dividing-the-womens-movement-and-the-independence-referenda-in-scotland-and-catalonia/37F4E7A9E2F20ADB6E0200A2883DEF55;
Ansolabehere, S., & Puy, M. S. (2023). Separatism and identity: a comparative analysis of the Basque and Catalan cases. European Political Science Review, 15(1), 1–18. doi:10.1017/S1755773922000261. https://www.researchgate.net/publication/342889363_Separatism_and_identity_a_comparative_analysis_of_the_Basque_and_Catalan_cases;
Balcells, J., & Padró-Solanet, A. (2016). Tweeting on Catalonia’s independence: The dynamics of political discussion and group polarisation. Media Studies, 7(14). https://ojs.srce.hr/index.php/medijske-studije/article/view/6189;
Benavides-Vanegas, F. S. (2019). Transitional Justice and the Effects of Limited Transitions: The Spanish and Catalan Case. Comparative Law Review, 25, 173–195. https://doi.org/10.12775/CLR.2019.005;
Bernat, I., & Whyte, D. (2019). Postfascism in Spain: The struggle for Catalonia. Critical Sociology. https://doi.org/10.1177/0896920519867132;
Catalan News. (2020). Preparation for Catalan-Spanish dialogue table advances. Catalan News. https://www.catalannews.com/politics/item/preparation-for-catalan-spanish-dialogue-table-advances;
Fernández Rivera, C., Harguindéguy, J.-B., & Rodríguez Teruel, J. (2023). Regional Ambassadors or State Agents? Assessing the Role of Catalan Cabinet Ministers in Spain. Nationalities Papers, 51(5), 1057–1073. doi:10.1017/nps.2021.83. https://www.cambridge.org/core/journals/nationalities-papers/article/regional-ambassadors-or-state-agents-assessing-the-role-of-catalan-cabinet-ministers-in-spain/F365E200DBF7791D9E64B4DC1275755C;
López, J., & Sanjaume-Calvet, M. (2020). The Political Use of de facto Referendums of Independence The Case of Catalonia. Representation, 56(4), 501–519. https://doi.org/10.1080/00344893.2020.1720790;
Vall-Prat, P., & Rodon, T. (2024). The Spanish 2023 general elections: unexpected snap elections to survive in power. West European Politics, 47(6), 1419–1434. https://doi.org/10.1080/01402382.2024.2317679