รัฐบาลฟิลิปปินส์ vs. แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (MILF)

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ · ข้อตกลง CAB (2014)

คู่ขัดแย้ง
รัฐบาลฟิลิปปินส์ vs. แนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร (MILF)
ผู้ไกล่เกลี่ย / ฝ่ายที่สาม
รัฐบาลมาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้อำนวยความสะดวกหลักตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 โดยเป็นเจ้าภาพการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ช่วยกำหนดวาระ ประสานการติดต่อระหว่างคู่เจรจา ลดความเข้าใจผิด และรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการในช่วงที่มีวิกฤตหรือเปลี่ยนรัฐบาล

มาเลเซียยังเป็นหัวหน้าภารกิจ International Monitoring Team ซึ่งทำหน้าที่ติดตามการหยุดยิง สถานการณ์ความมั่นคง มิติด้านมนุษยธรรม และการคุ้มครองพลเรือน บทบาทจึงครอบคลุมทั้งการอำนวยความสะดวกบนโต๊ะเจรจาและการรักษาสภาพแวดล้อมภาคพื้นให้เอื้อต่อการพูดคุย นอกจากมาเลเซียแล้ว ยังมี International Contact Group, OIC, Third Party Monitoring Team และองค์กรระหว่างประเทศอื่นสนับสนุนด้านเทคนิค การติดตาม และการสร้างความชอบธรรมให้กระบวนการ CAB รับรองบทบาทของกลไกเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน
ข้อตกลงสำคัญ
ข้อตกลง CAB (2014)
27 มีนาคม 2557 · REC-0203 ↗
การรองรับทางกฎหมาย
มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ
01

บริบทและรากเหง้าความขัดแย้ง

รากเหง้า/สาเหตุเชิงโครงสร้าง

ความขัดแย้งในมินดาเนามีรากฐานจากประวัติศาสตร์การปกครองตนเองของชุมชนมุสลิมโมโร ซึ่งเคยอยู่ภายใต้รัฐสุลต่านซูลูและมากินดาเนา ก่อนพื้นที่จะถูกผนวกรวมเข้าสู่รัฐฟิลิปปินส์สมัยใหม่ การสร้างรัฐแบบรวมศูนย์และนโยบายส่งเสริมให้ประชากรคริสเตียนจากภาคอื่นย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในมินดาเนา ทำให้โครงสร้างประชากรและการถือครองที่ดินเปลี่ยนแปลง ชาวโมโรและชนพื้นเมืองจำนวนมากสูญเสียที่ดิน อำนาจทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่ของตนเอง

ความไม่พอใจยังเกิดจากการกีดกันทางการเมือง ความยากจน การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม และการใช้กำลังของรัฐต่อประชาชนมุสลิม เหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงปลายทศวรรษ 1960 โดยเฉพาะกรณี Jabidah ในปี ค.ศ. 1968 เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวชาตินิยมโมโรและการก่อตั้ง MNLF ต่อมา MILF แยกตัวออกจาก MNLF และกลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักของรัฐบาล ความขัดแย้งจึงไม่ได้เกิดจากความแตกต่างทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียที่ดิน อัตลักษณ์ การกระจายอำนาจ และความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างด้วย นอกจากนี้ พื้นที่ยังมีความขัดแย้งหลายระดับ ทั้งความขัดแย้งระหว่างรัฐกับกลุ่มติดอาวุธอาชญากรรม การแย่งชิงทรัพยากร และการดำเนินงานของกลุ่มติดอาวุธอื่นนอกกระบวนการสันติภาพ ทำให้การยุติความขัดแย้งกับ MILF เพียงกลุ่มเดียวไม่สามารถแก้ความรุนแรงทั้งหมดในมินดาเนาได้

ข้อเรียกร้องหลัก

MILF เรียกร้องให้ยอมรับอัตลักษณ์และสิทธิทางการเมืองของประชาชนบังซาโมโร รวมถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตและบริหารกิจการภายในพื้นที่ของตนเอง ในช่วงแรกขบวนการมีเป้าหมายสูงถึงการแยกตัวและจัดตั้งรัฐอิสลาม แต่ต่อมาได้ปรับข้อเรียกร้องมาเป็นการปกครองตนเองอย่างมีความหมายภายใต้อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของฟิลิปปินส์

ข้อเรียกร้องหลักจึงครอบคลุมการจัดตั้งหน่วยการเมืองบังซาโมโรแทนเขตปกครองตนเองเดิม การแบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลระดับภูมิภาค การมีระบบรัฐสภาและสถาบันการเมืองของตนเอง การแบ่งรายได้และบริหารทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การรับรองสิทธิในดินแดนบรรพบุรุษ อัตลักษณ์ ศาสนา และวัฒนธรรม ตลอดจนการปลดอาวุธอย่างเป็นขั้นตอน การคืนสู่สังคมของอดีตนักรบ และการแก้ไขความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ ข้อตกลง CAB ยอมรับความชอบธรรมของความคับข้องใจของชาวบังซาโมโรและเป้าหมายของการปกครองตนเองผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
1968
เหตุการณ์ Jabidah กระตุ้นความตื่นตัวทางการเมืองของชาวมุสลิมโมโร
1969–1972
มีการก่อตั้ง MNLF และการสู้รบกับรัฐบาลขยายตัวหลังการประกาศกฎอัยการศึก
1976
รัฐบาลฟิลิปปินส์กับ MNLF ลงนามข้อตกลงตริโปลีว่าด้วยการปกครองตนเอง ช่วงปลายทศวรรษ 1970 — MILF แยกตัวออกจาก MNLF และพัฒนาเป็นขบวนการติดอาวุธหลักอีกกลุ่มหนึ่ง
1996
รัฐบาลกับ MNLF ลงนามข้อตกลงสันติภาพฉบับสุดท้าย แต่โครงสร้าง ARMM ยังไม่สามารถแก้ข้อเรียกร้องของ MILF ได้
1997
รัฐบาลฟิลิปปินส์กับ MILF เริ่มการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ
2001
มาเลเซียเริ่มทำหน้าที่อำนวยความสะดวก และมีการลงนามกรอบการเจรจาและข้อตกลงตริโปลีว่าด้วยสันติภาพ
2004
จัดตั้ง International Monitoring Team เพื่อติดตามการหยุดยิงและช่วยลดการปะทะ
2008
Memorandum of Agreement on Ancestral Domain หรือ MOA-AD ถูกศาลสูงสุดวินิจฉัยว่าไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้กระบวนการชะงักและเกิดความรุนแรงรอบใหม่
2009
จัดตั้ง International Contact Group ซึ่งรวมทั้งรัฐและองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ
2011
ประธานาธิบดี Benigno Aquino III พบกับผู้นำ MILF Murad Ebrahim เพื่อฟื้นความไว้วางใจทางการเมือง
2012
ลงนาม Framework Agreement on the Bangsamoro
2013–2014
ลงนามภาคผนวกด้านการเปลี่ยนผ่าน การแบ่งรายได้ การแบ่งอำนาจ และการทำให้สถานการณ์เป็นปกติ 27 มีนาคม 2014 — ลงนาม Comprehensive Agreement on the Bangsamoro ซึ่งรวบรวมข้อตกลงและภาคผนวกสำคัญทั้งหมดไว้ด้วยกัน
2018–2019
มีการตราและให้สัตยาบัน Bangsamoro Organic Law ผ่านประชามติ และจัดตั้ง Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao หรือ BARMM
2019–2026
Bangsamoro Transition Authority ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลเฉพาะกาลของ BARMM พร้อมดำเนินการตามเส้นทางการเมืองและเส้นทางการทำให้สถานการณ์เป็นปกติ
2026
ในวันที่ 14 กันยายน BARMM จัดการเลือกตั้งรัฐสภาบังซาโมโรครั้งแรก โดยประชาชนเลือกสมาชิกรัฐสภา 80 ที่นั่ง แบ่งเป็นผู้แทนพรรคการเมืองระดับภูมิภาค 40 ที่นั่ง ผู้แทนเขต 32 ที่นั่ง และผู้แทนภาคส่วน 8 ที่นั่ง การเลือกตั้งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการดำเนินการตามกระบวนการสันติภาพและการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเฉพาะกาลไปสู่รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยสมาชิกรัฐสภาชุดใหม่มีกำหนดเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 30 ตุลาคม 2026 และจะเป็นผู้เลือกหัวหน้ารัฐมนตรีจากสมาชิกของรัฐสภา
เงื่อนไขเฉพาะบริบท

กระบวนการที่นำไปสู่ CAB ได้ผลจากเงื่อนไขหลายประการ ประการแรก ทั้งรัฐบาลและ MILF สะสมบทเรียนจากความล้มเหลวของข้อตกลงก่อนหน้า โดยเฉพาะ MOA-AD ปี 2008 ซึ่งถูกคัดค้านว่าไม่มีการปรึกษาสาธารณะเพียงพอและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ความล้มเหลวดังกล่าวทำให้ทั้งสองฝ่ายตระหนักว่าข้อตกลงใหม่ต้องมีฐานทางกฎหมาย เปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่มากขึ้น

ประการที่สอง มาเลเซียทำหน้าที่อำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่องและช่วยรักษาช่องทางการเจรจา แม้ในช่วงที่การเมืองภายในฟิลิปปินส์เปลี่ยนแปลง ขณะที่ International Monitoring Team ช่วยลดการปะทะและทำให้การเจรจาดำเนินต่อได้โดยไม่ถูกความรุนแรงบนภาคพื้นทำลายกระบวนการทั้งหมด

ประการที่สาม รัฐบาลของประธานาธิบดี Benigno Aquino III และผู้นำ MILF ภายใต้ Murad Ebrahim มีเจตจำนงทางการเมืองและสามารถผลักดันการประนีประนอมภายในฝ่ายของตนได้ MILF ยอมรับทางออกในรูปการปกครองตนเองแทนการแยกตัว ขณะที่รัฐบาลยอมแทนที่ ARMM ด้วยหน่วยการเมืองใหม่ที่มีอำนาจมากขึ้น

ประการสุดท้าย กระบวนการได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายภายนอกและภาคประชาสังคมทั้งระดับท้องถิ่นและระหว่างประเทศ ช่วยสร้างความรู้ทางเทคนิค ติดตามการหยุดยิง รับฟังผู้ได้รับผลกระทบ และเพิ่มความชอบธรรมของข้อตกลง เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้การเจรจาแบบระยะยาวและการตกลงเป็นขั้นตอนสามารถดำเนินไปได้

02

กลไกกระบวนการสันติภาพและการมีส่วนร่วม

ผู้ไกล่เกลี่ย/ฝ่ายที่สาม

รัฐบาลมาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้อำนวยความสะดวกหลักตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 โดยเป็นเจ้าภาพการเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ช่วยกำหนดวาระ ประสานการติดต่อระหว่างคู่เจรจา ลดความเข้าใจผิด และรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการในช่วงที่มีวิกฤตหรือเปลี่ยนรัฐบาล

มาเลเซียยังเป็นหัวหน้าภารกิจ International Monitoring Team ซึ่งทำหน้าที่ติดตามการหยุดยิง สถานการณ์ความมั่นคง มิติด้านมนุษยธรรม และการคุ้มครองพลเรือน บทบาทจึงครอบคลุมทั้งการอำนวยความสะดวกบนโต๊ะเจรจาและการรักษาสภาพแวดล้อมภาคพื้นให้เอื้อต่อการพูดคุย นอกจากมาเลเซียแล้ว ยังมี International Contact Group, OIC, Third Party Monitoring Team และองค์กรระหว่างประเทศอื่นสนับสนุนด้านเทคนิค การติดตาม และการสร้างความชอบธรรมให้กระบวนการ CAB รับรองบทบาทของกลไกเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน

รูปแบบการเจรจา

การเจรจาเป็นกระบวนการสองฝ่ายระหว่างคณะผู้แทนรัฐบาลฟิลิปปินส์กับคณะผู้แทน MILF โดยมีมาเลเซียเป็นฝ่ายที่สามช่วยอำนวยความสะดวก การพูดคุยส่วนใหญ่จัดในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และดำเนินต่อเนื่องหลายรัฐบาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 ภายในกระบวนการมีลักษณะเป็นการเจรจาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากข้อตกลงหยุดยิงและกรอบการพูดคุย ก่อนพัฒนาไปสู่ Framework Agreement on the Bangsamoro ในปี 2012 และเจรจาภาคผนวกเฉพาะด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่าน การแบ่งรายได้ การแบ่งอำนาจ และการทำให้สถานการณ์เป็นปกติ กระทั่งนำภาคผนวกทั้งหมดมารวมเป็น CAB ในปี 2014

นอกจากคณะเจรจาหลัก ยังมีคณะทำงานด้านเทคนิค กลไกหยุดยิง International Contact Group และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสนับสนุนกระบวนการ การเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยจึงไม่ได้เปลี่ยน CAB ให้เป็นการเจรจาหลายฝ่ายโดยตรง แต่ทำให้โต๊ะสองฝ่ายมีช่องทางรับข้อมูล คำปรึกษา และการติดตามจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่กว้างขึ้น

ตำแหน่งภาคประชาสังคม

เป็นผู้สังเกตการณ์/กลไกคู่ขนาน

รายละเอียดบทบาทประชาสังคม

ภาคประชาสังคมไม่ได้เป็นคู่ลงนามหลักใน CAB แต่มีบทบาทเชื่อมโยงกับกระบวนการอย่างเป็นทางการผ่านกลไกคู่ขนานหลายรูปแบบ International Contact Group มีองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ เช่น Centre for Humanitarian Dialogue, Conciliation Resources, Community of Sant’Egidio, Muhammadiyah และ The Asia Foundation ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา สนับสนุนทางเทคนิค และช่วยประสานความเข้าใจระหว่างคู่เจรจา

ในระดับภาคพื้น Civilian Protection Component ของ International Monitoring Team มีองค์กรอย่าง Mindanao Human Rights Action Center, Mindanao People’s Caucus, Moslem Organization of Government Officials and Professionals และ Nonviolent Peaceforce ทำหน้าที่ติดตามการคุ้มครองพลเรือนและรายงานเหตุละเมิดการหยุดยิง นอกจากนี้ Third Party Monitoring Team ยังมีตัวแทนภาคประชาสังคมท้องถิ่นร่วมตรวจสอบการดำเนินงานตามข้อตกลง

เครือข่ายชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรสตรี ชนพื้นเมือง และสื่อยังจัดเวทีปรึกษาหารือ เผยแพร่ข้อมูล และผลักดัน Bangsamoro Basic Law อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะชนพื้นเมืองลูมัด ชุมชนคริสเตียนบางส่วน และประชาชนที่อยู่นอกพื้นที่หลักของ MILF จึงยังมีข้อกังวลเรื่องตัวแทนและความทั่วถึง

กลไกการมีส่วนร่วมของผู้หญิง

มีกลไกเฉพาะ (ที่นั่ง/โควตา/บทบัญญัติ)

รายละเอียดมิติเพศสภาพ

ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกระบวนการบังซาโมโรทั้งในคณะเจรจา คณะทำงานด้านเทคนิค ภาคประชาสังคม และกลไกติดตาม Miriam Coronel-Ferrer ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายรัฐบาลและลงนาม CAB ในนามรัฐบาล ขณะที่ฝ่าย MILF มีผู้หญิง เช่น Raissa Jajurie ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและช่วยผลักดันประเด็นสิทธิและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงเข้าสู่ข้อตกลง

นอกจากนี้ องค์กรสตรี เช่น Mindanao Commission on Women, WeACT 1325 และเครือข่ายสตรีในชุมชน มีบทบาทจัดเวทีสาธารณะ เสนอข้อเรียกร้อง ติดตามการหยุดยิง และเชื่อมประเด็น Women, Peace and Security เข้ากับกระบวนการสันติภาพ การมีส่วนร่วมของผู้หญิงยังได้รับการต่อยอดเข้าสู่โครงสร้างการเมืองของ BARMM โดยในการเลือกตั้งรัฐสภาบังซาโมโรครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 โครงสร้างรัฐสภา 80 ที่นั่งกำหนดที่นั่งผู้แทนภาคส่วน 8 ที่นั่ง ซึ่งรวมที่นั่งสำหรับผู้แทนผู้หญิงโดยเฉพาะ 1 ที่นั่ง

03

สาระสำคัญของข้อตกลง

การแบ่งปันอำนาจ/ปกครองตนเอง

CAB กำหนดกรอบการจัดตั้งหน่วยการเมืองบังซาโมโรที่มีอำนาจปกครองตนเองมากกว่าโครงสร้าง Autonomous Region in Muslim Mindanao (ARMM) เดิม โดยเชื่อมการจัดสรรอำนาจกับการรับรองอัตลักษณ์และความมุ่งหมายของประชาชนบังซาโมโรในการมีการปกครองตนเองอย่างมีความหมาย (meaningful self-governance) กรอบดังกล่าวได้รับการทำให้เป็นรูปธรรมผ่าน Bangsamoro Organic Law (BOL) ค.ศ. 2018 ซึ่งจัดตั้ง Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao (BARMM) ภายใต้บูรณภาพแห่งดินแดนของฟิลิปปินส์ กำหนดระบบการปกครองแบบรัฐสภา โดย Chief Minister ได้รับเลือกจากเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภาบังซาโมโร และให้อำนาจรัฐบาลบังซาโมโรในกิจการภายในหลายด้าน เช่น การบริหารราชการ การจัดทำงบประมาณ การศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรมและภาษา การพัฒนาเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิมนุษยชน และสิทธิของชนพื้นเมือง ขณะที่อำนาจที่ไม่ได้มอบให้บังซาโมโรยังคงอยู่กับรัฐบาลแห่งชาติ

การแบ่งปันอำนาจยังครอบคลุมมิติทางการคลังและทรัพยากร โดย CAB และภาคผนวกกำหนดกรอบเกี่ยวกับการสร้างรายได้ การแบ่งปันความมั่งคั่ง block grant และการบริหารทรัพยากรและพื้นที่ทางน้ำ ขณะที่ BOL กำหนดกลไกสำหรับบริหารความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทั้งสองระดับ เช่น National Government–Bangsamoro Government Intergovernmental Relations Body ซึ่งใช้การปรึกษาหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสานและจัดการประเด็นระหว่างรัฐบาล รวมถึงกลไกเฉพาะด้านการคลัง โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และพื้นที่ความร่วมมือร่วม นอกจากนี้ กฎหมายยังรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองที่ไม่ใช่ Moro และเสรีภาพในการรักษาอัตลักษณ์ที่แตกต่างควบคู่กับอัตลักษณ์ทางการเมืองบังซาโมโร สะท้อนว่าการแบ่งปันอำนาจในกรณีนี้ครอบคลุมทั้งการจัดสรรอำนาจทางการเมือง การบริหาร การคลังและทรัพยากร ตลอดจนกลไกจัดการความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและหลักประกันต่อกลุ่มต่าง ๆ ภายในเขตปกครองตนเอง

การจัดการอาวุธ/กองกำลัง (DDR)

CAB ใช้กรอบ “normalization” ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการปลดอาวุธ โดยเชื่อมโยงการลดและยุติสถานะกองกำลังของ MILF การปลดอาวุธและปลดประจำการอดีตนักรบ การกลับคืนสู่สังคม การพัฒนาค่ายและชุมชน การจัดการอาวุธที่ผิดกฎหมาย และการปรับระบบความมั่นคงในพื้นที่เข้ากับกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ภายใต้ Annex on Normalization ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ CAB กระบวนการ decommissioning ดำเนินเป็นขั้นตอนและสัมพันธ์กับความก้าวหน้าของกระบวนการสันติภาพ โดยมี Independent Decommissioning Body ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศและผู้แทนที่คู่ขัดแย้งยอมรับ ทำหน้าที่ตรวจสอบนักรบและอาวุธของ MILF ขณะที่ Joint Peace and Security Teams ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจาก MILF กองทัพ และตำรวจ ทำหน้าที่สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ช่วงเปลี่ยนผ่าน

การจัดการด้านความมั่นคงยังเชื่อมโยงกับกลไกรักษาการหยุดยิงและป้องกันการกลับมาปะทะ โดย Coordinating Committees on Cessation of Hostilities (CCCH) และ Ad-Hoc Joint Action Group (AHJAG) มีบทบาทในการป้องกันเหตุปะทะและรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกระบวนการสันติภาพ ขณะเดียวกัน Independent Commission on Policing มีบทบาทในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดระบบตำรวจสำหรับบังซาโมโร โดย CAB กำหนดให้การดำเนินงานตามข้อตกลงนำไปสู่การปรับสภาพพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ชุมชนที่มีสันติภาพและการพัฒนา

ยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน/เยียวยา

CAB วางกรอบให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านในบังซาโมโรครอบคลุมการจัดการกับความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ ความไม่เท่าเทียม และความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้ง โดยเชื่อมโยงการสร้างสันติภาพกับการส่งเสริมความยุติธรรม การปรองดอง และการรับรองสิทธิของประชาชนในพื้นที่ ภายใต้กระบวนการสันติภาพได้มีการจัดตั้ง Transitional Justice and Reconciliation Commission (TJRC) เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการจัดการความอยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ การละเมิดสิทธิมนุษยชน การกีดกันและการสูญเสียที่ดิน ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรองดองและการเยียวยาความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนในบังซาโมโร

การพัฒนากลไกด้านความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านดำเนินควบคู่ไปกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่มีความก้าวหน้าแตกต่างจากการจัดตั้งสถาบันการปกครองและกระบวนการ normalization โดยข้อเสนอของ TJRC จำเป็นต้องได้รับการแปลงไปสู่กฎหมาย นโยบาย และกลไกการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาความจริง การรับผิด การเยียวยา และการปรองดอง ในช่วงปี 2025 การจัดตั้งกลไกความยุติธรรมและการปรองดองของบังซาโมโรยังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ขณะที่ประเด็นเกี่ยวกับรูปแบบการชดเชย ความรับผิดชอบของรัฐบาลระดับชาติและรัฐบาลบังซาโมโร และการประสานกลไกระหว่างสองระดับยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนากรอบการดำเนินงาน

การรองรับทางกฎหมาย

มีกฎหมาย/รัฐธรรมนูญรองรับ

รายละเอียดกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ

Comprehensive Agreement on the Bangsamoro (CAB) ได้รับการแปลงสู่กรอบกฎหมายภายในผ่าน Republic Act No. 11054 หรือ Bangsamoro Organic Law (BOL) ค.ศ. 2018 ซึ่งวางฐานกฎหมายสำหรับการจัดตั้ง Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao (BARMM) และกำหนดโครงสร้างการปกครองแบบรัฐสภา ขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลบังซาโมโร ตลอดจนกลไกความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลแห่งชาติกับรัฐบาลบังซาโมโร ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของฟิลิปปินส์ กฎหมายดังกล่าวได้รับการรับรองผ่านการลงประชามติในปี ค.ศ. 2019 และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจาก Autonomous Region in Muslim Mindanao (ARMM) สู่ BARMM รวมถึงการจัดตั้ง Bangsamoro Transition Authority (BTA) เพื่อบริหารพื้นที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม การทำให้กรอบของ CAB และ BOL เกิดผลในทางสถาบันยังเป็นกระบวนการต่อเนื่อง เนื่องจากต้องอาศัยการตรากฎหมายและการจัดตั้งกลไกเพิ่มเติมในหลายด้าน ทั้งการบริหารราชการ การเลือกตั้ง การปกครองท้องถิ่น การคลัง และประเด็นอื่นที่กฎหมายกำหนด ขณะเดียวกัน BOL ยังสร้างกลไกความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ National Government–Bangsamoro Government Intergovernmental Relations Body เพื่อประสานและจัดการประเด็นระหว่างรัฐบาลผ่านการปรึกษาหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าฐานกฎหมายของ CAB ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรับรองข้อตกลง แต่ครอบคลุมถึงการสร้างสถาบันและกลไกสำหรับรองรับการดำเนินงานหลังข้อตกลงด้วย

ระดับการบังคับใช้

บังคับใช้บางส่วน

พัฒนาการการนำไปปฏิบัติ

การดำเนินการด้านการเมืองและกฎหมายมีความก้าวหน้าสำคัญผ่านการตรา Bangsamoro Organic Law (BOL) ค.ศ. 2018 การรับรองกฎหมายผ่านประชามติ และการเปลี่ยนผ่านจาก Autonomous Region in Muslim Mindanao (ARMM) สู่ Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao (BARMM) พร้อมการจัดตั้ง Bangsamoro Transition Authority (BTA) ใน ค.ศ. 2019 เพื่อบริหารพื้นที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน กรอบที่กำหนดไว้ใน CAB จึงถูกนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันการปกครองระดับภูมิภาคที่มีระบบรัฐสภา อำนาจนิติบัญญัติและบริหารในกิจการที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนกลไกประสานความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลแห่งชาติกับรัฐบาลบังซาโมโร ขณะเดียวกัน MILF ได้เปลี่ยนบทบาทเข้าสู่การแข่งขันทางการเมืองผ่าน United Bangsamoro Justice Party (UBJP) สะท้อนการเคลื่อนจากการต่อสู้ด้วยอาวุธเข้าสู่การดำเนินงานผ่านสถาบันทางการเมือง ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 BARMM ได้จัดการเลือกตั้งรัฐสภาบังซาโมโรครั้งแรก โดยประชาชนเลือกสมาชิกรัฐสภา 80 ที่นั่ง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจาก BTA ซึ่งเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล ไปสู่รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ด้านความมั่นคง การดำเนินงานประกอบด้วยการรักษากลไกหยุดยิง การจัดตั้ง Independent Decommissioning Body (IDB) การปลดประจำการและจัดการอาวุธของอดีตนักรบ MILF เป็นระยะ ตลอดจน Joint Peace and Security Teams และมาตรการฟื้นฟูค่ายและชุมชน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการสันติภาพโดยรวมยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยการปลดประจำการและการกลับคืนสู่สังคม การเปลี่ยนค่ายเดิมให้เป็นชุมชนที่ได้รับการพัฒนา และองค์ประกอบด้านความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านยังมีส่วนที่ต้องดำเนินการต่อ ดังนั้น แม้การเลือกตั้งรัฐสภาครั้งแรกใน ค.ศ. 2026 จะแสดงถึงความก้าวหน้าสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่การนำ CAB ไปปฏิบัติยังคงเป็นกระบวนการหลายมิติที่ต้องดำเนินต่อไปควบคู่กับการทำให้สถานการณ์เป็นปกติ

04

ผลลัพธ์ ความท้าทาย และบทเรียน

ปัจจัยความสำเร็จ

ปัจจัยความสำเร็จสำคัญคือความต่อเนื่องของการเจรจาระยะยาว แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลและความล้มเหลวหลายครั้ง ทั้งสองฝ่ายยังรักษาช่องทางพูดคุยและสะสมข้อตกลงย่อย จนสามารถรวมเป็นกรอบสันติภาพที่ครอบคลุมได้ บทบาทของมาเลเซียและ International Monitoring Team ช่วยแยกการเจรจาออกจากความผันผวนของความรุนแรงบนภาคพื้น ลดความไม่ไว้วางใจ และทำให้การหยุดยิงมีผู้ตรวจสอบจากภายนอก ขณะที่ International Contact Group ช่วยนำทั้งรัฐและองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศมาสนับสนุนทางเทคนิคและการทูต

ผู้นำรัฐบาล Aquino และผู้นำ MILF Murad Ebrahim มีอำนาจตัดสินใจและแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจน ความยืดหยุ่นของ MILF ในการยอมรับการปกครองตนเองภายใต้ฟิลิปปินส์ และการยอมของรัฐบาลที่จะยกเลิกโครงสร้าง ARMM เดิมแล้วสร้างหน่วยการเมืองใหม่ ช่วยให้เกิดพื้นที่ประนีประนอม

กระบวนการยังมีความครอบคลุมมากขึ้นจากการมีผู้หญิง ภาคประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญ และกลไกติดตามหลายระดับ ตลอดจนการเชื่อมความก้าวหน้าด้านการเมืองกับการปลดอาวุธเป็นขั้นตอน ทำให้ MILF มีแรงจูงใจที่จะรักษาการหยุดยิงและเข้าสู่ระบบการเมือง

ปัจจัยความท้าทาย

แม้ข้อตกลง CAB จะนำไปสู่การจัดตั้ง BARMM และลดความรุนแรงระหว่างรัฐบาลกับ MILF ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่การดำเนินงานตามข้อตกลงยังคืบหน้าไม่พร้อมกันในทุกด้าน ส่วนการเมืองและกฎหมาย เช่น การตรา Bangsamoro Organic Law การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล และล่าสุด การจัดการเลือกตั้งรัฐสภาบังซาโมโรครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 มีความก้าวหน้าชัดเจน ขณะที่กระบวนการปลดประจำการและการกลับคืนสู่สังคม การพัฒนาค่าย MILF และกลไกความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านยังมีส่วนที่ต้องดำเนินการต่อ ดังนั้น ความท้าทายหลังการเลือกตั้งจึงอยู่ที่การทำให้ความก้าวหน้าทางการเมืองดำเนินควบคู่กับกระบวนการทำให้สถานการณ์เป็นปกติ และการทำให้สถาบันที่มาจากการเลือกตั้งสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การยุติความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับ MILF ไม่ได้หมายความว่าความรุนแรงทุกประเภทในพื้นที่สิ้นสุดลง เนื่องจากยังมีกลุ่มติดอาวุธที่อยู่นอกข้อตกลง ความขัดแย้งระหว่างตระกูล อาวุธผิดกฎหมาย และการแข่งขันของกลุ่มการเมืองท้องถิ่น โดยเหตุการณ์ความรุนแรงและปัญหาด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งเดือนกันยายน 2026 ยังสะท้อนว่าความมั่นคงระดับพื้นที่เป็นความท้าทายที่ดำรงอยู่ ขณะเดียวกัน ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ระบบอุปถัมภ์ และธรรมาภิบาลยังคงเป็นความท้าทายต่อความชอบธรรมของ BARMM อีกทั้งการสร้างหลักประกันว่าประชาชนคริสเตียน ชนพื้นเมือง และกลุ่มโมโรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ MILF จะมีส่วนร่วมและได้รับการสะท้อนผลประโยชน์อย่างเพียงพอ ยังคงมีความสำคัญต่อความครอบคลุมของระบบการเมืองใหม่ ความยั่งยืนของสันติภาพจึงขึ้นอยู่กับทั้งการดำเนินองค์ประกอบที่เหลือของข้อตกลงให้ก้าวหน้า และการทำให้โครงสร้างการปกครองใหม่มีความโปร่งใส เป็นประชาธิปไตย และครอบคลุมความหลากหลายของประชาชนในพื้นที่

บทเรียนสู่บริบทไทย/จชต.

กรณีบังซาโมโรสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการสันติภาพที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลานานสามารถพัฒนาความก้าวหน้าผ่านข้อตกลงและกลไกหลายช่วง โดยไม่จำเป็นต้องจัดการประเด็นทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในข้อตกลงฉบับเดียว กระบวนการระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับ MILF พัฒนาจากการรักษาการหยุดยิงและการสร้างกลไกติดตามร่วม ไปสู่การเจรจาประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสถานะทางการเมือง การแบ่งอำนาจ การจัดสรรรายได้และทรัพยากร ตลอดจนการจัดการด้านความมั่นคง แนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นความสำคัญของการรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจาและการสร้างกลไกที่ช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้งในช่วงที่ความไว้วางใจยังมีข้อจำกัด

เมื่อเชื่อมโยงกับบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบการณ์บังซาโมโรให้ความสำคัญกับบทบาทที่ต่อเนื่องของบุคคลที่สามและกลไกติดตามซึ่งได้รับการยอมรับจากคู่ขัดแย้ง รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลจากคู่ขัดแย้ง ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เข้าสู่กระบวนการสันติภาพ ขณะเดียวกัน การจัดวางอำนาจทางการเมืองในบังซาโมโรไม่ได้จำกัดอยู่ที่โครงสร้างการบริหาร แต่เชื่อมโยงกับอำนาจด้านงบประมาณ การจัดสรรรายได้ การบริหารทรัพยากร และกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลบังซาโมโร ดังเห็นได้จากการกำหนด Bangsamoro Waters และ Zones of Joint Cooperation ซึ่งมีกลไกร่วมสำหรับการจัดการทรัพยากรและรายได้ในพื้นที่ ประสบการณ์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีเปรียบเทียบสำหรับการพิจารณาว่า การกระจายอำนาจในกระบวนการสันติภาพสัมพันธ์ไม่เพียงกับโครงสร้างทางการเมือง แต่ยังรวมถึงทรัพยากร งบประมาณ การบริหาร และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงประสบการณ์บังซาโมโรกับจังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องพิจารณาความแตกต่างของโครงสร้างคู่ขัดแย้ง พัฒนาการของกระบวนการสันติภาพ กรอบกฎหมาย และสถาบันทางการเมืองของแต่ละพื้นที่ โดยบังซาโมโรมีพัฒนาการจากระบบเขตปกครองตนเองเดิมและมีกระบวนการเจรจากับ MILF ที่นำไปสู่การออกแบบสถาบันทางการเมืองและกระบวนการ normalization ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของฟิลิปปินส์ สิ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการพิจารณาบริบทจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงอยู่ที่หลักการและกระบวนการ เช่น การสร้างกลไกติดตามที่ได้รับความไว้วางใจ การเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิง ภาคประชาสังคม และกลุ่มที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งหลักมีส่วนร่วม การเชื่อมการจัดการด้านความมั่นคงเข้ากับความก้าวหน้าทางการเมือง และการให้ความสำคัญกับกระบวนการหลังการลงนาม เนื่องจากการจัดตั้งสถาบัน การจัดการกำลังและอาวุธ การเยียวยาความอยุติธรรม การปรองดอง และการพัฒนา เป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องอาศัยการติดตามและการเจรจาต่อเนื่อง

※

แหล่งอ้างอิง

Abbey, R., & Carlos, G.-C. (2026). PBBM moves BARMM polls to September 2026. https://www.pna.gov.ph/articles/1271808;
Al Jazeera. (2026). Philippines’ Muslim-majority Bangsamoro region votes for first parliament. https://www.aljazeera.com/news/2026/9/14/philippines-muslim-majority-bangsamoro-region-votes-for-first-parliament;
Bangsamoro Information Office. (2026). BARMM holds first regular parliamentary elections—new chapter in self-government. https://bangsamoro.gov.ph/news/latest-news/barmm-holds-first-regular-parliamentary-elections-new-chapter-in-self-government/;
International Crisis Group. (2016). The Philippines: Renewing prospects for peace in Mindanao. https://www.crisisgroup.org/sites/default/files/281-the-philippines-renewing-prospects-for-peace-in-mindanao.pdf;
Ishii, M. (2026). The 2022 Philippine General Elections and the United Bangsamoro Justice Party. Journal of Asia-Pacific Studies, 52, 1-31. https://www.jstage.jst.go.jp/article/wiapstokyu/52/0/52_1/_pdf;
Jeffery, R. (2018). Amnesties and intractable conflicts: Managed impunity in the Philippines' Bangsamoro peace process. Journal of Human Rights, 17(4), 436–452. https://doi.org/10.1080/14754835.2017.1382339;
Kovács, B. Á. (2024). The Bangsamoro peace process: How anti-corruption featured (or not). Berghof Foundation. https://berghof-foundation.org/news/the-bangsamoro-peace-process-how-anti-corruption-featured-or-not;
Santiago, I. M. (2015). The participation of women in the Mindanao peace process. UN Women. https://www.ecoi.net/en/file/local/1397435/1788_1490867798_women.pdf; UN Peacemaker. (2014). Comprehensive Agreement on the Bangsamoro. https://peacemaker.un.org/en/node/8845